ไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรมี Web App, Mobile App หรือควรมีทั้งสองแบบ? มาดูวิธีตัดสินใจแบบง่ายๆ ก่อนลงทุนพัฒนา
หนึ่งในคำถามที่ทำให้หลายธุรกิจเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็นคือ “เราจำเป็นต้องมีแอปไหม?” เจ้าของธุรกิจจำนวนมากมักคิดว่า Mobile App คือทางเลือกที่ทันสมัยที่สุด แต่พอพัฒนาไปได้หลายเดือน กลับพบว่า Web App ที่ออกแบบมาดี อาจตอบโจทย์ทั้งพนักงานและลูกค้าได้ดีกว่า ทำได้เร็วกว่า และใช้งบน้อยกว่าด้วย
คำตอบที่เหมาะสมจริงๆ ขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นคนใช้ระบบ ระบบต้องทำอะไร และผู้ใช้จะเข้าถึงระบบแบบไหน
บทความนี้จะช่วยให้เห็นข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ตัดสินใจก่อนลงทุนได้ดีขึ้น
ก่อนอื่น Web App กับ Mobile App ต่างกันอย่างไร?
Web App คือแอปที่ทำงานผ่าน Browser ผู้ใช้เพียงเปิดลิงก์ เข้าสู่ระบบ แล้วใช้งานผ่านมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ได้เลย โดยไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่มเติม
ส่วน Mobile App ต้องดาวน์โหลดและติดตั้งผ่าน App Store หรือ Google Play และตัวแอปจะทำงานอยู่บนอุปกรณ์โดยตรง ข้อดีคือสามารถเข้าถึงความสามารถของโทรศัพท์ได้มากกว่า เช่น กล้อง, GPS, Push Notification หรือฟังก์ชันต่าง ๆ ของตัวเครื่อง
นอกจากนี้ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งที่อยู่ตรงกลาง เรียกว่า Progressive Web App หรือ PWA เป็น Web App ที่สามารถเพิ่มไอคอนไว้บนหน้าจอ Home Screen ของมือถือได้ และสามารถทำงานแบบ Offline ได้บางส่วน ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันที่ต้องการ
เมื่อไหร่ Web App เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า?
สำหรับระบบภายในธุรกิจส่วนใหญ่ Web App มักเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า เช่น Dashboard, ระบบจัดการออเดอร์, ระบบ Booking, ระบบอนุมัติงาน, Customer Portal หรือระบบ Reporting ข้อดีสำคัญคือสามารถใช้งานได้กับแทบทุกอุปกรณ์ คุณจึงไม่จำเป็นต้องสร้างและดูแลระบบแยกสำหรับ iPhone, Android และคอมพิวเตอร์ เมื่อมีการอัปเดตระบบ ผู้ใช้ทุกคนก็ได้รับเวอร์ชันใหม่ทันที เพราะไม่ต้องดาวน์โหลดหรือติดตั้ง Update เอง โดยทั่วไป Web App ยังใช้เวลาพัฒนาน้อยกว่า ใช้งบต่ำกว่า และเชื่อมต่อกับระบบอื่นในธุรกิจได้ง่ายกว่า
สำหรับระบบที่ลูกค้าเป็นคนใช้งาน Web App ยังช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นได้ด้วย ลองคิดดูว่า ถ้าลูกค้าแค่อยากสั่งสินค้า เช็กบัญชี หรือทำรายการง่าย ๆ แต่ต้องดาวน์โหลดแอปก่อน สำหรับลูกค้าหลายคน ขั้นตอนนี้มากพอที่จะทำให้เขาเลิกใช้งานไปเลย
แล้วเมื่อไหร่ Mobile App ถึงคุ้มที่จะทำ?
Mobile App เหมาะเมื่อประสบการณ์ใช้งานจำเป็นต้องพึ่งความสามารถของตัวอุปกรณ์จริงๆ ตัวอย่างเช่น พนักงานภาคสนามที่ต้อง สแกน Barcode, ถ่ายรูปหน้างาน, บันทึกตำแหน่ง GPS หรือใช้งานระบบโดยไม่มีอินเทอร์เน็ต ในกรณีเหล่านี้ Mobile App อาจเหมาะกว่า อีกกรณีหนึ่งคือ ระบบที่จำเป็นต้องส่ง Push Notification อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ หรือเป็นแอปที่ลูกค้าต้องกลับมาใช้งานบ่อยๆ จนการมีไอคอนอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้น แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า Mobile App มีภาระเพิ่มเติมตามมา เช่น ต้องผ่านขั้นตอน Review ของ App Store อาจต้องมีเวอร์ชันแยกสำหรับ iPhone และ Android หากไม่ได้ใช้ Cross-platform Framework รวมถึงต้องดูแลและอัปเดตแอปอย่างต่อเนื่องเมื่อระบบปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นงบประมาณไม่ควรมองแค่ “ค่าใช้จ่ายตอนเปิดตัว” แต่ต้องคิดถึงค่าดูแลระยะยาวด้วย
วิธีตัดสินใจแบบง่ายๆ
เริ่มจากถามก่อนว่า ใครเป็นคนใช้? เขาใช้งานบ่อยแค่ไหน? และเขาจะใช้งานอยู่ที่ไหน? ตัวอย่างเช่น ทีม Warehouse ที่ใช้เครื่องร่วมกัน มีความต้องการที่ต่างจากลูกค้าที่เข้ามาสั่งสินค้าเพียงปีละสองครั้งอย่างมาก
หลังจากนั้น ลองเขียนรายการดูว่า ระบบจำเป็นต้องใช้ความสามารถของอุปกรณ์อะไรบ้าง ถ้าคำตอบคือ “ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ” Web App ก็มักจะเพียงพอแล้ว ถ้ามีฟังก์ชันสำคัญ เช่น ต้องใช้กล้อง ลองตรวจสอบก่อนว่า PWA สามารถทำได้หรือไม่ ก่อนตัดสินใจลงทุนทำ Native Mobile App
เรื่องต่อมาคือ Internet Connection ถ้าผู้ใช้ต้องทำงานในพื้นที่ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตบ่อย ๆ ควรวางแผนเรื่อง Offline ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการสร้างระบบให้รองรับ Offline ทีหลัง มักยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
สุดท้าย อย่ามองแค่หน้าตาของแอป ไม่ว่าจะเลือก Web App หรือ Mobile App สิ่งที่สร้างคุณค่าจริง ๆ มักอยู่ด้านหลังระบบ เช่น โครงสร้างข้อมูล, การเชื่อมต่อกับระบบอื่น และ Security หลายธุรกิจเริ่มจากสร้าง Web App และ API ที่แข็งแรงก่อน จากนั้นเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ จึงค่อยสร้าง Mobile App เพิ่ม โดยใช้ระบบหลังบ้านชุดเดิม วิธีนี้ช่วยรักษาการลงทุนเดิม และลดการต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมด
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือ “คู่แข่งมีแอป เราก็ควรมีเหมือนกัน” แต่ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนว่าแอปนั้นจะช่วยธุรกิจอย่างไร อีกกรณีคือ สร้างแอปแยกสำหรับทุก Platform ทั้งที่จริง ๆ แล้ว Web App ตัวเดียวก็ทำงานได้เพียงพอ บางธุรกิจลืมวางงบสำหรับ Maintenance ทำให้พอระบบปฏิบัติการอัปเดต แอปก็เริ่มมีปัญหา อีกปัญหาคือ ให้ความสำคัญกับหน้าตาของแอปมากเกินไป แต่ไม่ได้ออกแบบระบบหลังบ้านให้ดี สุดท้ายจึงได้หน้าจอที่สวย แต่ข้อมูลด้านหลังยุ่งเหยิงและใช้งานจริงได้ยาก
ข้อผิดพลาดอีกอย่างคือคิดว่า เมื่อเลือก Web App หรือ Mobile App ไปแล้ว จะเปลี่ยนไม่ได้อีก จริง ๆ แล้วถ้า Architecture ถูกออกแบบมาดี คุณควรสามารถเปลี่ยนหรือเพิ่มช่องทางใช้งานได้ตามที่ธุรกิจเติบโต ถ้า Business Logic และข้อมูลหลักอยู่ใน Back-end ที่ออกแบบมาดี คุณสามารถเพิ่ม Web, Mobile หรือ Interface แบบอื่นในอนาคตได้โดยไม่ต้องรื้อระบบทั้งหมด
เลือกให้ถูกตั้งแต่แรก ช่วยประหยัดได้มากกว่า
ต้นทุนที่แพงที่สุดจากการเลือกผิด มักไม่ใช่ค่าพัฒนารอบแรก แต่คือ ค่ารื้อและสร้างใหม่, เวลาหลายเดือนที่เสียไป, และพนักงานที่เลิกใช้ระบบ เพราะมันไม่เหมาะกับวิธีทำงานจริง การใช้เวลาช่วงสั้น ๆ ในการทำ Discovery ร่วมกับ Senior Engineer และ Designer ก่อนเริ่มเขียน Code มักช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าค่าใช้จ่ายในขั้นตอนนี้หลายเท่า
WereHumans ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ แอป และระบบที่เชื่อมต่อกันสำหรับธุรกิจที่ต้องการทีมระดับ Senior แต่ยังไม่ต้องการสร้างทีม In-house เต็มรูปแบบ เราตั้งอยู่ที่พัทยา และทำงานกับลูกค้าทั่วโลก
หากอยากคุยว่าโปรเจกต์ของคุณเหมาะกับ Web App, Mobile App หรือควรเริ่มจากอะไร
โทรหา Eve ได้ที่ +66 89 354 9916 หรือเข้าไปที่ werehumans.com.